2561-04-26 : เมื่อซองงานแต่ง แฝงความโหดร้าย

       ไม่รู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤกษ์ดีกันหรือยังไง ทำไมแต่งงานกันจัง แล้วพอมีงานแต่ง ก็ต้องมีการ์ดเชิญที่ใส่มาในซอง ซึ่งเราก็จะเรียกรวมๆไปเลยว่า "ซองงานแต่ง" แล้วตามธรรมเนียม ณ ปัจจุบันนี้ เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าการใส่ซองถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่จะใส่เท่าไหร่นี่สิสำคัญกว่า จนมันกลายเป็นเรื่องปวดหัว ปัญหาโลกแตกสำหรับใครหลายๆคนเลยทีเดียว

       การใส่ซองงานแต่ง เริ่มมากจากไหน? จริงๆผมก็ไม่รู้หรอกนะครับ แต่จากการที่หาข้อมูลในกูเกิลก็พอจะอธิบายได้ดังนี้ การแต่งงานเมื่อครั้งอดีตนั้น คนที่รับซองงานแต่ง เขาก็ไปร่วมงานแต่งเพื่อเป็นสักขีพยานให้แก่คู่บ่าวสาว โดยสมัยก่อนนั้นการ์ดเชิญคือ การ์ดเชิญจริงๆครับ ไม่ต้องเอาเงินใส่ในซองเพื่อให้คู่บ่าวสาวเลย เพราะความหมายของการ์ดเชิญ คือเชิญมาเป็นสักขีพยานจริงๆ ไม่ได้ต้องการเงิน

       แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ไปร่วมงานแต่งจะไปตัวเปล่านะครับ เขานำเอาของขวัญ หรือของใช้ต่างๆไปให้คู่บ่าวสาวด้วย ประมาณว่ามาร่วมยินดีด้วยตัวเองแล้ว ยังเอาของติดไม้ติดมือไปร่วมยินดีด้วย แต่ต่อมาคนไปร่วมงานเริ่มไม่รู้จะเอาของขวัญ หรือของใช้อะไรไปให้คู่บ่าวสาวแล้ว มันจึงกลายเป็นเอาเงินใส่ซองไปให้แทน เพื่อที่จะเป็นการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือเพื่อให้คู่บ่าวสาวเอาเงินไปซื้อของใช้เอง นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเวลามีงานแต่ง ต้องใส่ซองงานแต่ง (ไม่รู้จะถูกจริงๆรึเปล่านะครับ)

       พอมีการเอาเงินใส่ซองงานแต่งกันเยอะขึ้นๆ มันก็กลายเป็นการทำตามๆกัน จนทุกวันนี้ก็เหมือนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วล่ะครับ จนเจ้าธรรมเนียมนี้สร้างปัญหาให้กับคนที่ได้รับการ์ดเชิญไปงานแต่งนี่แหละครับ

       ผมไม่รู้นะครับว่า คู่บ่าวสาวคู่ไหนบ้างที่จะจริงจังกับเงินที่จะได้จากซองงานแต่ง แต่สำหรับคู่ของผมที่ผ่านงานแต่งงานมาแล้วนั้น บอกเลยว่า ไม่เคยคิดถึงเงินที่จะได้จากซองงานแต่งเลยครับ มันจะได้เท่าไหร่ก็ช่างมัน เพราะสิ่งสำคัญทีผมคิดคือ ผมเชิญทุกคนมาเป็นสักขีพยานในงานแต่งเฉยๆครับ หรืออาจจะคิดเรื่องอื่นเยอะกว่าเรื่องงานที่จะได้ด้วยซ้ำเช่น อาหารจะพอมั้ย ที่นั่งจะพอมั้ย คนมางานจะร้อนกันมั้ย จะสนุกมั้ย กลัวเขาเบื่อ ฯลฯ สิ่งพวกนี้คือ สิ่งที่ผมคิดครับ

       จบงานแต่งของทุกคู่ ก็ต้องมีการแกะซองนับเงินครับ สิ่งที่คู่ของผมทำคือ จดใส่สมุดไว้ว่าใครใส่ซองมากี่บาท เพื่อจะได้รู้ว่า ถ้าอนาคตข้างหน้าคนที่ใส่ซองให้เรา เขาแต่งงานบ้าง เราก็จะได้เพิ่มให้เขามากกว่าที่เขาให้เราครับ ไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะใส่ซองให้เรากี่บาท (จริงๆก็แอบมีนินทาขำๆ แต่ก็ไม่ถึงกับสร้างปัญหาให้กับตัวเอง และคนใส่ซอง) ผมจำได้ว่ามีคนใส่ซอง 20 บาทหลายคนอยู่นะครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดดูถูกอะไรเขา เพราะสิ่งที่เขาทำให้ผมมีค่ามากกว่านั้นครับ นั่นก็คือ เขาเป็นสักขีพยานให้ผมไงครับ

       ก็อยากจะให้คู่บ่าวสาวที่จะแต่งงานกันในอนาคตข้างหน้า สนใจเรื่องอื่นๆในงานแต่งงาน มากกว่าเรื่องเงินที่จะได้จากซองงานแต่งนะครับ อย่ามองว่าเงินทีจะได้จากซองเป็นกำไร หรือจะเป็นเงินที่จะช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายในงานแต่งเลยนะครับ อยากให้มองว่าเงินที่ได้จากซองงานแต่งนั้น เขายินดีมอบให้เรา เพื่อให้เรามีทุนสร้างชีวิตครับ แม้จะน้อยนิด 20 บาท มันก็มาจากความยินดีที่เขามอบให้นะครับ อย่าไปสร้างความแค้นเคืองอะไรกับคนใส่ซองเพียงเพราะว่าเขาใส่น้อยเลยครับ

       เอาเป็นว่า ความหมายของซองงานแต่งมันคือ การเชิญ หรือการบอกกล่าวว่า เราได้แต่งงานกับคนนี้นะ เราทำถูกต้องตามประเพณีสากลแล้วนะ เราประกาศให้โลกรู้ว่า "เราจะอยู่กับคนๆนี้แล้วนะ" อะไรประมาณนั้นครับ

       คำอธิบายเรื่องซองงานแต่งของผมก็จบไปแล้วข้างบนนะครับ ทีนี้มาพูดถึงว่า เราควรใส่ซองกี่บาทกันบ้างครับ ตามที่หาข้อมูลจากกูเกิลแล้ว ส่วนมากเลยมาตรฐานที่จะอยู่ที่ 1,000 บาทครับ ส่วนเหตุผลหลักๆที่ใส่ซองกัน 1,000 บาทก็เพราะว่า เขาใส่กัน, กลัวเพื่อนด่า และอยากช่วยค่างานแต่ง เหตุผล 2 ข้อแรกน่าเบื่อมากครับ ส่วนเหตุผลของสุดท้าย น่าชื่นชมครับ

       เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เพื่อนของเรา หรือเจ้าของงานแต่งจริงจังกับเงินในซองมากแค่ไหน เพราะเหตุนี้ คนใส่ซองจริงกลัวๆกล้าๆที่จะใส่ซองน้อยกว่า 1,000 บาท คิดวกไปวนมา จะใส่ 200 ได้มั้ย หรือ 500 ดีมั้ย หรือ 800 ดีล่ะ คิดๆๆ จนสุดท้ายเหตุผล เขาใส่กัน กับกลัวเพื่อนด่าก็ชนะเลิศ ใส่ไปเลย 1,000 บาท แล้วก็มาเจ็บเอง เงินไม่พอใช้ ไม่พอกิน จะโทษใครล่ะ โทษเพื่อนที่แต่งงานก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเองนี่แหละครับ ที่ไม่เข้มแข็งพอ ใส่ไปเล้ยยย 200 ครับ แล้วมาดูกันว่า เงิน 200 จะทำให้คำว่า เพื่อน สะเทือนหรือไม่

       ท้ายบทความนี้ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าใส่ซองน้อย แล้วคำว่าเพื่อนพัง ก็ช่างมันครับ แต่ถ้าใส่ซองเยอะๆ แล้วเพื่อนเห็นเราสำคัญมากๆ ก็แสดงว่า เพื่อนแม่ง เห็นแก่เงินแล้วล่ะครับ

ขอบคุณครับ
ต.ต้น
Comments